
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผว่า ในการหารือกับรัฐบาลวันนี้ (15 พ.ค. 69) จะเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก เพื่อพลิกโฉมให้กับอุตสาหกรรมไทย ด้วยยุทธศาสตร์ 5I พร้อมดัน Made in Thailand (MiT) ช่วย SMEs เข้าถึงทุนพร้อมขอเร่งรัดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้ออกมาใช้เร็วที่สุด เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ส.อ.ท. มีสมาชิกกว่า 16,000 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมและ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ โดยกว่า 90% เป็นผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของ GDP หรือราว 5.7 ล้านล้านบาท
สำหรับวิสัยทัศน์ The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5-I เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และเตรียมความพร้อมรองรับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย
นางพิมพ์ใจ กล่าวอีกว่า ส.อ.ท. จะนำเสนอ 6 แนวทางเพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งเสริมสินค้า MiT การช่วยเหลือ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน การเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ รวมทั้งเสนอรื้อฟื้นการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)
นอกจากนี้ จะเสนอให้ภาครัฐใช้งบประมาณจัดซื้อจัดจ้างเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ผ่านการผลักดันสินค้าMiT รวมถึงเสนอให้ผลักดันการจัดซื้อสินค้า MiT ให้ได้ไม่น้อยกว่า 40% ของวงเงินเป้าหมาย 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 เพื่อให้เม็ดเงินจากภาครัฐหมุนเวียนเข้าสู่ภาคการผลิตไทยโดยตรง กระจายรายได้สู่ SMEs และรักษาการจ้างงานในประเทศ
รวมถึงเสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วม ส.อ.ท. และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงแผนจัดซื้อภาครัฐกับกำลังการผลิตภาคเอกชน (Demand-Supply Matching) ขับเคลื่อนและยกระดับ MiT ให้มีมาตรฐานและทันสมัย รวมถึงเร่งขยายฐานข้อมูลสินค้า MiT โดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อรองรับโครงการลงทุนภาครัฐในอนาคต
และเร่งรัดร่างแผน PDP2026 ให้ออกมาใช้เร็วที่สุด รวมถึงเสนอให้เปิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ภายในปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์และค่าบริการโครงข่ายที่เหมาะสม เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมการค้าโลก
อีกทั้งยังเสนอปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเร่งลงทุน Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน BESS เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นของประเทศในระยะยาว
โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานชีวภาพของอาเซียน (ASEAN Bioenergy Hub) และฐานการผลิตสีเขียวและอุตสาหกรรมมูลค่าสูง (Green Manufacturing Base) อันนำไปสู่การมีเศรษฐกิจแข่งขันได้ในโลกคาร์บอนต่ำ เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
และเสนอปลดล็อกข้อจำกัดด้านพลังงานสะอาด ลดขั้นตอนติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) รวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน และจัดตั้ง One Stop Service หรือใช้ระบบใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังเสนอเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อาทิ EV เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และ Data Center รวมถึงสนับสนุน Digital Smart Logistics เพื่อยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมไทย
"ในการนำเสนอมีเวลา 3 นาที ซึ่งก่อนหน้านี้ส.อ.ท.และคณะกรรมการฯ ได้เข้าพบและหารือกับนายกฯ ไปแล้ว ซึ่งมีข้อเสนอมากมาย นายกฯ รับฟังทุกข้อเสนอและรับปากว่าจะร่วมกันขับเคลื่อนและก้าวผ่านสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันไปด้วยกัน"